ไม่ได้เขียนไดอารี่ซะนาน เพิ่งมาเปิดดูไดหน้าที่แล้ว แล้วก็ต้องประหลาดใจที่เพื่อนๆ หลายคนไม่รู้จัก "น้ำปู๋" แต่นั่นมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร เพราะหลายคนคงไม่รู้จักจริงๆ เพราะ "น้ำปู๋" ที่ว่านี้เป็นของปรุงแต่งทางภาคเหนือ เฮ้อ.......เรียกว่าของปรุงแต่งเชียวเรอะ......เออ...นั่นสิจะให้บอกว่าไงล่ะ เพราะนั่นเป็นคำจำกัดความที่เข้าใจดีที่สุดแล้ว ร่ายมาซะยาว ขอเล่าต่อว่า "น้ำปู๋" คืออะไร..... "น้ำปู๋" คือ น้ำที่คั้นมาจากปู วิธีทำคือ เอาปูนาสดๆ นี่แหละ มาตำๆๆๆๆๆๆ แล้วก็ใส่ตะใคร้นิดนึง บางคนเขาจะใส่พริกไปนิดนึง จากนั้นก็คั้นเอาแต่น้ำ แล้วก็เอามาเคี่ยวกับไฟอ่อนๆ พอเคี่ยวจนหนึดได้ที่แล้วก็จะพักไว้ให้เย็น แล้วก็เอามาใส่ภาชนะ กินได้นานๆ ซึ่งเป็นการถนอมอาหารอีกวิธีหนึ่ง นิยมเอามาใส่ตำมะม่วง ตำกระท้อน ยำหน่อหาง บางทีก็เอามาตำใส่น้ำพริก แล้วก็กินกับข้าวเหนียว อร่อยอย่าบอกใครไปเลยนะ และนี่คือ คำนิยามของ "น้ำปู๋" ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่นับวันจะหากินยากเข้าไปทุกที แต่สังคมไทยไม่เคยล้าสมัย เพราะปัจจุบันมีการนำ "น้ำปู๋" ส่งออกมาด้วย เพราะเคยเห็นร้านไทย เอามาขายอยู่ (แต่ตอนนี้ร้านนั้นเจ๊งไปแล้ว)
ปล. คำนิยามของ"น้ำปู๋" นี้เป็นคำนิยามส่วนตัว ซึ่งเขียนจากประสบการณ์ในอดีตล้วนๆ ค่ะ
ตัดเข้าโหมดปัจจุบันดีกว่านะ.....วันนี้โทรฯคุยกับแม่ด้วย โทรฯ คุยทีไรก็มีแต่เรื่องเศร้าๆ เรื่องคนบ้านนั้นตาย คนบ้านนี้ตาย บางทีก็เศร้าใจนะ เพราะเดือนนี้คนที่รู้จักเค้าเสียชีวิตไปหลายคนแล้ว เราก็บอกว่า ขออโหสิกรรมด้วยละกันนะแม่........
คุยเรื่องแม่ดีกว่า .....แม่บอกว่าอยากได้จักรยาน เราก็เลยถามว่าทำไมอยากได้ล่ะ แม่บอกว่าก็เป็นโรคปวดเข่า หมอเค้าให้ออกกำลังกาย แล้วพอดีเพื่อนแม่เค้าปั่นจักรยานออกกำลังกายบ่อยๆ ก็เลยอยากได้ เราเองก็อยากซื้อให้ แต่เรารู้ดีว่าแม่ปั่นไม่นานหรอก เดี๋ยวแม่ก็เบื่อ..........เราก็เลยคุยกับสา (น้องสาว) ว่าจะเอาไงดี เพราะวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมาเป็นวันแม่ที่เบลเยี่ยม หยันเค้าใจดี เค้าเลยอยากให้ของขวัญแม่ แต่ไม่รู้จะให้อะไร เราก็เลยบอกว่าแม่อยากได้จักรยาน เค้าก็โอเค ........ให้จักรยาน
โทรฯคุยกับสา ว่าเราจะเซอร์ไพร์สแม่แหละ น้องสาก็เลยไปเลือกดู แต่กลัวแม่ไม่ถูกใจ ก็เลยกะว่าจะชวนแม่ไปเลือกซื้อเอา เพราะน้องสาไปดูมาแล้ว ........เราก็เลยบอกน้องว่า ถ้าแม่อยากได้รุ่นไหน ก็ซื้อให้เลย ทันที ย้ำคำว่า "ทันที" เพราะถ้าบอกว่า หยันเอาตังค์ให้ซื้อจักรยาน แล้วถ้ายื่นตังค์ให้เนี่ย แม่จะเลือกซื้อแต่ราคาถูกๆ แล้วเก็บส่วนที่เหลือไว้อีกต่างหาก เราก็เลยบอกน้องว่า ถ้าแม่เลือกแล้วก้ซื้อให้เลย แบบว่า "เซอร์ไพร์สสไง" อิอิ..........เพราะเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเราก็ให้ตังค์แม่ไปซื้อจักรยานนี่แหละ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ซักที แม่ก็บอกแต่ว่าตังค์มันไม่พอเพราะ..จุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เราก็เลยถามแม่ว่า แล้วแม่จะซื้อเมื่อไหร่ แม่ก็บอกต้นเดือนหน้า........เฮ้อ แล้วจะมีหลายๆ เหตุผลมาบอกอีกไหมเนี่ย สรุปก็คือ ใช้วิธี เซอร์ไพร์ส นี่แหละ คุณแม่จะได้จักรยานสมใจเสียที..........แล้วไม่ต้องมาอ้างเหตุผลนั้น เหตุผลนี้หรอก......แม่เราก็เป็นผู้ใหญ่ดื้ออีกเช่นเคย เราบอกว่าไม่ต้องไปทุ่งไปนาแล้ว แค่ขายก๋วยเตี๋ยว แล้วอยู่บ้านเนี่ย ก็ทำไม่ได้ จะไปทุ่งอยู่ให้ได้ แล้วก็มาบ่นว่าปวดเมื่อย อย่างนั้นอย่างนี้ เราก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ไม่อยากให้แม่ทำงานหนักอีกต่อไปแล้ว เพราะเงินทองเราก็ส่งให้ใช้ไม่ขาดเลย ก็ไม่รู้ว่า แม่ต้องเหนื่อยอีกนานเท่าไหร่ ......
ตอนนี้ลิ้นจี่เริ่มออกดอดออกผลแล้วสินะ ........ไม่ผิดหวังเลยที่เราซื้อสวนลิ้นจี่ของน้าเหลียวเอาไว้ เราก็อยากให้ทางบ้านเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เต็มที่ แม้ว่ามันจะเป็นพื้นที่ไม่ถึงไร่ แต่ลิ้นจี่จำนวน 16 ต้น ก็คงจะช่วยให้ที่บ้านมีความสุขขึ้นเยอะ ......เราได้ยินมาว่ามีชาวต่างชาติจะมาซื้อที่ดินแถวนั้น ราคาหลายแสนอยู่ แต่เราคงไม่ขายหรอก เพราะมันเป็นของขวัญส่วนตัวชิ้นที่มีค่ามากที่สุด สำหรับตัวเราเอง มันเป็นความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของที่ดินผืนนั้น มันมีค่าตรงที่ว่า อย่างน้อย ผลผลิตที่ได้ ทางบ้านเราก็ได้รับประโยชน์จากที่ดินผืนนั้น.........เพราะครอบครัวเป็นสิ่งที่เรารักมากที่สุด
...............
วันนี้ทำงานแล้วก็ไปช้อปปิ้ง ได้รองเท้ามาหนึ่งคู่ เป็นรองเท้าที่ชอบจริงๆ เพราะเราไปดูที่ร้านนี้รอบที่ห้าแล้ว ปกติไปดูสองรอบก็เบื่อแล้ว แต่ว่าครั้งนี้ไปดูรอบที่ห้า แสดงว่าเราชอบจริงๆ ก็เลยตัดใจซื้อ ตัดแบบฉับๆๆ เลยแหละ คู่ละ 40 ยูโรเองนะ (มันก็หลายตังค์อยู่ ถ้าคิดเป็นเงินไทย แต่ก็เข้าข้างตัวเองอีกแล้วว่า ถ้าอยากได้ก็ต้องซื้อ แล้วเราก็ไม่ได้ซื้อรองเท้ามานานแล้วด้วย......อืมห์ คิดไปคิดมา ออกจากร้านก็หลายรอบ ก็เลยตัดใจแบบฉับๆๆ น่ะสิ ก็เลยได้ รองเท้าผ้าใบสีน้ำตาลสมใจ อิอิ)
เออ.....จะว่าไปเกือบได้จักรยานที่บ้านเราหนึ่งคันแนะ แฮะๆ.....แต่ถ้าเป็นจักรยานบางคันที่นี่ราคาร่วมแสนนะจ้ะ เห็นแว๊ปๆๆ วันนั้นนะ ก็ต๊กใจนิดๆๆๆๆ เพราะจักรยานคันนั้นราคา 2000 ยูโรแนะ........ย้ำนะคะว่าเป็น จักรยาน..........ไม่ใช่มอไซค์ด้วย.

คู่เนี๊ยะแหละ.............
.............
วันนี้งดดู ละคร "รังนกบนปลายไม้" เพราะเรามีหนังอยู่เรื่องนึง ชื่อว่าเรื่อง "รักจัง" อยากจะดูก่อน เพราะต้องเอาไปคืนพี่เปิ้ลแล้ว ยืมมานานเดี๋ยวเค้าจะว่าเอาได้นะ........ส่วนเรื่อง "รักต่างภพ" ที่ดูจบไปแล้วนั้น จะบอกว่า จบ แบบไม่เวิร์คเท่าไหร่เลย....แต่ที่ชอบคือ ชอบพระรอง เลวบ้างบางเวลา แต่ดูอบอุ่นเสมอสำหรับนางเอก......อิอิ ส่วนพระเอก จะดูดีมากถ้าไม่ยิ้ม การแต่งตัวถือว่าเป็นแฟชั่นแบบเกาหลี เรื่องการดำเนินเรื่องน่าลุ้นเป็นระยะๆ แรกๆ จะไม่ค่อยน่าสนใจ แต่พอมากลางเรื่องจะเข้มข้นขึ้น แบบว่าอยากดูอีกๆๆๆๆๆ แต่บางครั้งก็เสียอารมณ์กับวัฒนธรรมคนเกาหลี (พี่ไทยรับไม่ได้) เรื่องอะไรล่ะสู......เรื่องที่เมียเตะผอสระอัวน่ะสิ เวลาอารมณ์เสียขึ้นมาอย่างงี้ เห็นแล้วหงุดหงิด ......ส่วนเรื่องอารมณ์ จะบอกว่าพระรองแสดงอารมณ์ได้ดีมาก แสดงออกความรู้สึกทางสายตา ว่าอารมณ์ รัก ขมขื่น รันทด เจ็บปวด ทรมานใจ เป็นยังไงต้องดูที่พระรอง.....แต่พระเอกก็ไม่ได้เป็นรองใคร เพราะแสดงได้ดีไม่แพ้กัน สุดท้ายนางเอกก็ตัดสินใจถูกแล้วล่ะ เพราะนางเอกได้กับพระรอง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ งง ใช่ไหมล่ะ.............
บุคลิคของพระรองนะ แบบว่า สุขุม เยือกเย็น รักนางเอก แต่กับคนอื่นก็เป็นนักรบใจกล้า และโหดร้ายได้ในเวลาเดียวกัน.........เฮ้อ สรุปเนี่ย เราหลงรักพระรองเข้าแล้วสิ .......แม้ว่านางเอกจะไม่ได้ครองรักกับพระเอก เพราะพรหมลิขิตให้เป็นเช่นนั้น (พระเอกตายน่ะสิ ถามได้) แต่นางเอกก็ยังรักพระเอกมากๆ มากพอที่จะสละชีวิตเพื่อพระเอกได้ทีเดียว
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป ขอเพียงแค่ได้รักรู้ว่าเรารักกันก็พอ.......จบ.
เรื่องย่อ A love for thousand years รักข้ามภพ
นำแสดงโดย โซจี ซุป , ซุง ยูริ , คิม นัม จิน
เรื่องย่อ
. ยุคปัจจุบัน คัง อิน โช (Kang In Chul) กำลังขับรถยนตร์ฝ่าพายุฟ้าคะนอง อยู่ๆ ก็มีหญิงสาวในชุดเกาหลีโบราณวิ่งตัดหน้ารถ แล้วล้มลง เขารีบลงจากรถเพื่อมาดูหญิงสาวคนนั้น เธอมองเขาอย่างตกตะลึงพร้อมน้ำตา เธอเรียกเขาว่า "อารี (Ari)"
เมื่อประมาณ 1400 ปีก่อน ในสมัยราชวงศ์ Bakje (ซึ่งเป็นหนึ่งในสามอาณาจักรโบราณ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเกาหลี) เจ้าหญิงแห่ง Buyeo ไล่ล่าสายลับคนหนึ่งเข้าไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง องค์หญิงได้พบกับ อารี ลูกชายแม่ทัพใหญ่แห่งเมือง Bakje แม้ทั้งสองได้มีปากเสียงกัน แต่องค์หญิงพอใจความสามารถของอารี จึงแต่งตั้งให้เขาเป็นสมุหราชองครักษ์ส่วนพระองค์ ส่วนสายลับดังกล่าว แท้จริงแล้วคือองค์ชาย Kim Yoo Seok จากเมือง Shilla (อีกอาณาจักรหนึ่งของเกาหลีในยุคปัจจุบัน) เขามาเพื่อแก้แค้นพ่อของอารีและมาเพื่อบุกยึดเมือง Bakje ในที่สุดองค์ชาย Kim สามารถยึดเมืองได้ ส่วนองค์หญิงและอารีต้องหนีออกจากเมือง ด้วยความใกล้ชิด ทั้งสองจึงเกิดความรัก ความห่วงใยต่อกัน องค์ชาย Kim ซึ่งหลงรักองค์หญิงอยู่ ตามมาเจอ และสังหาร Ari ต่อหน้าองค์หญิง และจะจับองค์หญิงมาเป็นของตน องค์หญิงวิ่งหนีมาถึงหน้าผา และตัดสินใจฆ่าตัวตายโดยการกระโดดหน้าผา องค์หญิงตกลงมาอยู่ริมทะเลสาบในยุคปัจจุบัน โดย Kim Chu Chul ซึ่งเป็นมาเฟียเจ้าของไนท์คลับแห่งหนึ่งเป็นผู้มาพบ เขาจับองค์หญิงให้ไปทำงานที่ไนท์คลับ แต่องค์หญิงวิ่งหนีออกมา วิ่งมาตัดหน้ารถ คังอินโซ (ผู้ที่มีใบหน้าเหมือน Ari) องค์หญิงดีใจมาก เพราะนึกว่า Ari ยังไม่ตาย ด้วยเหตุการณ์บังคับ คังอินโซจึงต้องพาองค์หญิงกลับไปพักที่บ้าน เขาไม่เชื่อว่าองค์หญิงทะลุมิติมาจากยุค 1400 ปีที่แล้ว เขานึกว่าองค์หญิงเป็นโรคความจำเสื่อม เขาต้องสอนให้องค์หญิงรู้จักวิธีเข้าห้องน้ำ ดูดฝุ่น แปรงฟัน ฯลฯ ซึ่งจอมกระล่อนอย่างคังอินโซไม่แน่ใจนักว่าเขารำคาญองค์หญิง หรือชอบองค์หญิงกันแน่ องค์หญิงจะตัดสินใจเลือกใคร ระหว่าง คังอินโซ, Tatsuji, หรือ มาเฟีย Chu Chul องค์หญิงจะอยูในยุคปัจจุบันกับชายที่เธอรัก หรือจะเลือกทะลุมิติกลับไปกอบกู้บ้านเมือง
ขอบคุณเนื้อหาเรื่องย่อจาก http://www3.marketathome.com

อารี-องค์หญิง-องค์ชายคิม.....

"องค์หญิง"

ชอบ องค์ชาย Kim หรือ Tatsuji ในยุคปัจจุบันอ่ะ......

เอาดอกไม้มาฝาก.........ขอมอบดอกไม้ในสวนให้เพื่อนๆ ที่รักทุกคนนะจ้ะ.......
ปล...ลูกหว้า-พี่ติด TAG เอาไว้ก่อนนะจ้ะน้องรัก...
|